สาว 17 อุตส่าห์สู้ชีวิตเดินทางจากอุตรดิตถ์เข้ากรุง ทำงานเป็น รปภ.หาเลี้ยงตัว กลับถูก “หัวหน้างานหื่น” ลวงข่มขืนยับ พาแม่กับพี่สาวร้อง “ปวีณา” หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังถูกข่มขู่เสนอเงินเคลียร์ อวดอ้างตำรวจทำอะไรไม่ได้

วันศุกร์ที่ 8 พ.ย.62 เวลา 14.30 น. นางปวีณา หงสกุล ประธาน มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พา น.ส.เอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี พร้อม น.ส.แอน (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี พี่สาว และมารดากับเพื่อนชาย ไปที่ สน.ปทุมวัน เพื่อติดตามทางด้านคดีกับ พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.ปทุมวัน กรณีน.ส.เอ๋ ถูกนายเอ็ม (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยของบริษัท รปภ. รักษาความปลอดภัย และทำความสะอาดแห่งหนึ่ง ล่อลวงไปข่มขืนและข่มขู่ให้รับเงินเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี แถมอวดอ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่ทางน.ส.เอ๋ และครอบครัวยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพื่อเรียกศักดิ์ศรีกลับคืนมา

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.เอ๋ กับแม่และพี่สาว ชาวจ.อุตรดิตถ์ เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ โดยน.ส.เอ๋ ซึ่งยังอยู่ในอาการหวาดผวา เล่าว่า ทางบ้านตนฐานะยากจน เมื่อเรียนจบม.3 จึงได้เรียนต่อที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในจ.อุตรดิตถ์ แต่เรียนได้ปีเศษทางบ้านก็ประสบปัญหาทางการเงินจึงต้องหยุดเรียน พี่สาวตนซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในกรุงเทพฯ จึงชักชวนมาทำงานที่บริษัทเดียวกัน แต่ต้องออกไปประจำหน่วยงานข้างนอกกันคนละแห่ง โดยพี่สาวอยู่ประจำหน่วยงานย่านมักกะสัน ส่วนตนได้ไปประจำอยู่ที่หัวลำโพงและอาศัยอยู่บ้านพักพนักงานย่านดังกล่าว หลังทำงานไปได้เดือนเศษมีอยู่วันหนึ่งตนไปเข้างานสายจึงถูกลงโทษให้พักงาน 6 วัน จนกระทั่งวันเกิดเหตุ (4 พ.ย.) นายเอ็ม หัวหน้างาน บอกว่าจะต้องไปอบรมพนักงานที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก และต้องนำลูกชายวัยขวบเศษไปด้วย เกรงว่าจะไม่สะดวกจึงขอให้ตนไปช่วยดูแลลูกให้ ตนเห็นว่ามีเด็กไปด้วยจึงหลงเชื่อยอมตกลงไป พอนายเอ็มขับรถของบริษัทไปถึงอ.องครักษ์ นายเอ็มได้เลี้ยวเข้าไปในรีสอร์ทแห่งหนึ่งก่อนไปเปิดห้องพัก 1 ห้อง และบอกกับตนว่าให้ช่วยเลี้ยงลูกชายและรออยู่ที่ห้องก่อนเพราะจะต้องไปจ่ายเงินให้พนักงานประจำหน่วยงานพื้นที่อ.องครักษ์ ก่อนจะทิ้งตนให้อยู่กับลูกชายในห้อง จากนั้นไม่นานลูกชายของนายเอ็มก็ร้องไห้งอแงตนพยายามปลอบแต่ก็ไม่เป็นผลจึงโทรให้นายเอ็มรีบกลับมาดูลูก เมื่อนายเอ็มกลับมาถึงก็ดูแลลูกจนหลับก่อนจะเข้าไปอาบน้ำ ระหว่างนั้นตนรู้สึกแปลกๆ ถึงท่าทีของนายเอ็มที่มีพิรุธและกลัวตัวเองจะไม่ปลอดภัยจึงได้โทรคุยกับเพื่อนชายที่อยู่จ.อุตรดิตถ์ แต่นายเอ็มไม่รู้ว่าตนใช้โทรศัพท์อยู่ จู่ๆ ก็เข้ามาคว้ามือถือของตนโยนไปบนที่นอนและใช้กำลังปลุกปล้ำตน ทั้งที่ตนพยายามขัดขืนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็สู้แรงของนายเอ็มไม่ไหวและถูกปิดปากไว้ หลังจากนายเอ็มข่มขืนตนเสร็จก็ห้ามตนนำเรื่องนี้ไปบอกกับใครพร้อมกับยึดมือถือตนไว้

น.ส.เอ๋ เล่าอีกว่า ขณะเกิดเหตุเพื่อนชายที่อยู่ในสายโทรศัพท์ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของตนและเสียงพูดของนายเอ็มตลอดเวลา จึงได้รีบโทรศัพท์ไปบอกแม่ของตนว่าตนอยู่ในอันตรายแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แม่และทุกคนทางบ้านเป็นห่วงมากจึงโทรมาหาพี่สาวตนเพื่อให้ออกตามหา จากนั้นพี่สาวจึงได้โทรไปหานายเอ็ม หัวหน้างาน แต่นายเอ็มปฏิเสธอ้างไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ไหน แต่พี่สาวได้ยินเสียงร้องของตนจึงขู่นายเอ็มว่าจะไปแจ้งความ ทางนายเอ็มจึงเสียงอ่อยเพราะกลัวมีความผิดก่อนบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งความเดี๋ยวจะช่วยออกตามหาให้ หลังจากนั้นนายเอ็มก็รีบพาตนกับลูกชายขึ้นรถกลับเข้ากรุงเทพฯ ทันที และได้เอาตนมาปล่อยทิ้งที่ใต้ทางด่วนพระราม 4 พร้อมกับคืนมือถือให้ก่อนจะขับรถหนีไป

ด้านน.ส.แอน พี่สาว เล่าว่า หลังจากแม่โทรมาบอกว่าน้องหายไป ตนได้พยายามโทรเข้ามือถือน้องแต่ก็ไม่มีคนรับ ตนกับสามีจึงขี่รถจักรยานยนต์ออกตามหาน้องไปยังที่ต่างๆ และตนเริ่มสงสัยนายเอ็ม หัวหน้างาน เพราะตนรู้มาว่านายเอ็มมีนิสัยชอบลวนลามลูกน้องที่เป็นสาวๆ มาโดยตลอด แม้กระทั่งตอนที่ตนเองมาทำงานใหม่ๆ นายเอ็มก็ยังมาทำกรุ้มกริ่มแต่เมื่อนายเอ็มรู้ว่าตนมีสามีแล้วจึงเลิกยุ่ง จากนั้นตนได้โทรไปหานายเอ็มถามถึงน้องสาวแต่นายเอ็มอ้างว่าไม่รู้เรื่อง ตนกับสามีจึงรีบไปแจ้งความไว้ที่สน.ปทุมวัน หลังแจ้งความเสร็จน.ส.เอ๋ น้องสาวได้โทรเข้ามาหาพร้อมกับเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง และบอกว่าอยู่แถวพระราม 4 ซึ่งน้องสาวก็ไม่รู้เส้นทางในกรุงเทพฯ จึงได้แต่บอกคร่าวๆ และตนกับสามีก็ขี่รถจักรยานยนต์วนหากันจนเจอก่อนจะพาน้องเข้าแจ้งความที่สน.ปทุมวันอีกครั้ง ซึ่งจากนั้นทางพนักงานสอบสวนก็ได้ส่งน.ส.เอ๋ น้องสาว ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อเป็นหลักฐาน


น.ส.แอน พี่สาว เล่าอีกว่า วันต่อมานายเอ็มก็ได้โทรมาคุยกับตนและบอกจะรับผิดชอบทุกอย่าง โดยยื่นข้อเสนอจะให้เงินใช้ อยากได้เท่าไหร่ให้บอกมา เงินเป็นล้านก็พร้อมจะให้ เพียงแต่ต้องไปถอนแจ้งความเท่านั้น ตอนนี้ทั้งน้องสาวกับตนและสามีคงจะต้องตกงานกัน เพราะเมื่อทางบริษัทรู้เรื่องก็พยายามจะให้ไกล่เกลี่ยแต่น้องสาวกับตนไม่ยอมจะขอเอาเรื่องจนถึงที่สุด จนทำให้ต้องหยุดงานมาเดินเรื่องหลายวัน จนถึงตอนนี้นายเอ็มก็ยังโทรมาอยู่ตลอดข่มขู่ว่า “ตำรวจทำอะไรเขาไม่ได้หรอก” ทำให้ตนกับน้องสาวไม่กล้าเข้าไปในบริษัทอีก ตนกับน้องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจเข้าขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า หลังรับเรื่องร้องทุกข์ได้ประสาน พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.ปทุมวัน ช่วยให้ความเป็นธรรมนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย พ.ต.อ.ธรรมนูญ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อนุชาติ วิภาดาพิสุทธิ์ รองผกก.สอบสวน ดูแลคดีนี้ จากนั้นทางพนักงานสอบสวนได้พาผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุเก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิด สมุดบันทึกรายละเอียดรถยนต์ที่เข้าออกและเวลาที่แขกเข้าพักจากทางรีสอร์ทได้หลักฐานชัดเจน และจัดสอบสหวิชาชีพน.ส.เอ๋ ผู้เสียหายในวันที่ 7 พ.ย. พร้อมกับสอบปากคำเพื่อนชายที่รีบเดินทางมาจากจ.อุตรดิตถ์เพื่อเป็นพยานเรียบร้อย ซึ่งขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับนายเอ็ม “ตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของน้องผู้เสียหายและครอบครัวทุกคน แม้เขาจะจนแต่เขาก็มีศักดิ์ศรี ทางมูลนิธิฯ จะติดตามเรื่องเงินเดือนของบริษัทที่พึงจะต้องจ่ายให้กับผู้เสียหายและพี่สาวที่ได้ทำงานไปก่อนหน้านี้ โดยจะประสานกระทรวงแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรม และจะพาผู้เสียหายเข้ารับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมเพื่อรับเงินช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง ส่วนเรื่องการหางานทำที่ใหม่มูลนิธิปวีณาฯ ก็จะติดตามให้การช่วยเหลือผู้เสียหายต่อไป หากท่านใดมีความประสงค์จะรับผู้เสียหายเข้าทำงานสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิปวีณาฯ โทรฯ 081 814 0244

ต่อมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับ นายเอ็ม (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยแล้ว ในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา, พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร