ความเป็นมาของ “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) นับตั้งแต่ พ.ศ.2531 ที่ดิฉันได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกมีความตั้งใจที่จะไปเยี่ยมบ้าน “เกร็ดตระการ” ซึ่งเป็นสถานที่ราชการรับเด็กและสตรี ซึ่งถูกหลอก ถูกบังคับให้ค้าประเวณี ไปบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจพร้อมทั้งอบรมให้ความรู้ และมีการฝึกอาชีพเพื่อจะให้พวกเธอเหล่านั้นได้มีงานทำ และวันหนึ่งดิฉันก็ได้ไปที่นั่น ยังจำได้ติดตาว่าได้พบเด็กหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 11 ปี นั่งถักนิตติ่งอยู่ ดิฉันก็ได้ไปถามว่า “หนูมาที่นี่ได้อย่างไร?” เด็กก็ตอบว่า “ถูกพ่อเลี้ยงพาไปขายซ่อง ตำรวจได้ช่วยเหลือออกมา จนได้มาอยู่ที่นี่” ในขณะนั้นดิฉันรู้สึกตกใจมากเพราะว่าเด็กอายุเพียง 11 ปี ถูกคนใกล้ชิดหลอกไปขายซ่องแล้ว ด้วยความรู้สึกของคนที่มีลูก ด้วยความเป็นแม่ที่รักลูกดั่งดวงใจ เฝ้าเลี้ยงดูด้วยความเอื้ออาทร ป้อนข้าวป้อนน้ำ มีสภาพที่อบอุ่นเมื่อมาเห็นข้อแตกต่างกันเช่นนี้ ทำให้เราต้องแอบไปร้องไห้ จากนั้นดิฉันก็กลับไปเยี่ยมเด็กๆ อีกหลายคนซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เราไม่เคยรู้หรือคิดมาก่อนว่าชีวิตของคนเราจะเป็นได้ถึงขนาดนี้
นับตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งปณิธานว่าการเป็นส.ส.ของเรานั้น นอกจากจะทำงานด้านนิติบัญญัติแล้ว เราจะต้องทำงานเรื่องช่วยเหลือเด็กและสตรีควบคู่กันไปด้วย โดยดิฉันได้เข้าไปเป็นกรรมการเรื่องเด็กและสตรีในคณะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี แต่ในที่สุดดิฉันก็เห็นว่า ตรงนี้มันเป็นเพียงภาคทฤษฎี ทางด้านการปฏิบัติยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเช่นนี้มีความจำเป็นที่จะต้องประสานความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนพลเมืองดี ซึ่งดิฉันได้รับการแต่งตั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2538 ให้เป็นประธานคณะกรรมการเร่งรัดและประสานการปฏิบัติงานเยาวชนและภาครัฐและเอกชน สำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้จัดตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ” ขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิและถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่องบังเกิดผลเป็นรูปธรรม จนมีผู้ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ ได้เข้ามาขอรับความช่วยเหลือเป็นจำนวนมากทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี “ชุดเฉพาะกิจ” ที่ได้จัดตั้งโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ทางราชการโดยตรงนี้ได้แปรเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของการเมือง ไม่สอดคล้องกับปณิธานของดิฉัน ที่ต้องการดำเนินการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ประสบเคราะห์กรรมอย่างยั่งยืนถาวรตลอดไป โดยไม่ผูกติดกับตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการและการเมือง
P2
แม้ว่า “ชุดเฉพาะกิจ” ดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลได้จบสิ้นไปแล้วเป็นเวลานาน แต่การดำเนินการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิทางเพศและถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ ก็มิได้จบสิ้นลงไปด้วย ดิฉันยังคงดำรงความมุ่งมั่นจัดตั้งชุดเฉพาะกิจ “ปวีณาหงสกุล” ขึ้นมาปฏิบัติงานโดยขอความร่วมมือจากหน่วยราชการและหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นสืบต่อมา ด้วยความคิดที่ว่า คนเรานั้นเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ ถ้าเขามีโอกาส ดังนั้นดิฉันและทีมงานชุดเฉพาะกิจ “ปวีณาหงสกุล” จึงยังคงทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือกับผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาต่อมาปี 2542 ได้มีมิตรสหายและผู้มีอุปการคุณได้ให้แนวคิดและสนับสนุนให้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิฯ สำหรับผู้มีจิตเป็นกุศล และผู้ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมจะได้บริจาคเงินเพื่อเป็นทุนทรัพย์ในการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กและสตรีต่อไป “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” จึงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 เมษายน 2542 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือกับเด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิ ถูกทารุณกรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุขอย่างถาวรสืบไป เป็นการช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะพลเมืองดีอีกทางหนึ่งด้วย
“มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) มุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบเคราะห์กรรมที่ได้เข้ามาร้องทุกข์ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและสตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการบังคับค้าประเวณีทั้งในและต่างประเทศ และช่วยให้พวกเขาเหล่านี้ได้รับความเป็นธรรมหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานโดยการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมอย่างทันท่วงที และดำเนินการเยียวยารักษาทั้งร่างกายและจิตใจให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข หรือส่งตัวไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบโดยตรง หากประสงค์จะอยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯ เป็นการชั่วคราว ในเบื้องต้นมูลนิธิฯ ก็จะหาโรงเรียนให้ผู้เสียหายได้เข้าเรียนตามเกณฑ์ในโรงเรียนรัฐบาลเพื่อจะได้มีความรู้เท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม หรือจัดให้มีการฝึกอาชีพซึ่งจะเป็นกรณีที่ครอบครัวไม่พร้อมที่จะดูแล หรือบางครั้งครอบครัวเกรงกลัวอิทธิพลของผู้ที่กระทำความผิดก็จะมอบผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ให้อยู่ในความอุปการะของมูลนิธิฯ เป็นการชั่วคราว
ดิฉันขอทำความเข้าใจว่า จุดมุ่งหมายของมูลนิธิฯ ที่ตั้งขึ้นมานั้น เราจะทำในกรณีที่ได้รับการร้องขอ ร้องเรียนให้เข้าไปช่วย โดยถ้าเป็นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปช่วยเหลือแล้วนั้นเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เราจะทำอย่างเดียวคือต้องเข้ามาร้องขอให้เราเข้าไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็กถูกข่มขืน โดยทารุณกรรม ถูกละเมิดสิทธิ ใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย กรณีต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้รับการร้องทุกข์แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเชิญเจ้าทุกข์เข้ามาที่มูลนิธิฯ เพื่อให้ข้อมูลหลักฐาน เมื่อสอบถามตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ถ้าข้อร้องเรียนมีมูลเราก็จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เจ้าทุกข์ไปแจ้งความเพื่อตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งเป็นการช่วยเหลือทางราชการอีกทางหนึ่ง และเมื่อเราได้ช่วยเหลือเด็กแล้ว ก็จะต้องดูต่อไปว่าเด็กสามารถที่จะอยู่กับครอบครัวได้หรือไม่ ถ้ากรณีเด็กต้องการฟื้นฟูสภาพจิตใจ หรือฝึกอาชีพ เราก็จะประสานให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมูลนิธิฯ จะติดตามจนสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม
About-P1