สลด!! แม่ร้อง “ปวีณา” ลูกป่วยซึมเศร้าโดดน้ำฆ่าตัวตาย คาดเครียดจัดพ่อเพิ่งเสียชีวิต ด้านโรงเรียนพบเด็กนักเรียนมีแนวโน้มป่วยซึมเศร้าสูงเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ด้าน “ปวีณา” ประชุมร่วม ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ผอ.เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน สพฐ. ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี หามาตรการช่วยเหลือและแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาซึมเศร้าในเด็กนักเรียนเร่งด่วน แนะเพิ่มนักจิตวิทยาในโรงเรียน และส่งทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่บ้านเยี่ยมครอบครัวเด็ก เพราะในเมื่อครอบครัวอ่อนแอโรงเรียนจะต้องเป็นเสาหลักให้นักเรียนทุกคน

สืบเนื่องจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ต.ค.63 มีผู้ปกครองท่านหนึ่งแจ้งมายังมูลนิธิปวีณาฯ ว่า ลูกของตนเองซึ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี ระยะหลังมีอาการซึมเศร้าหลังพ่อเสียชีวิต ส่วนแม่ก็ต้องทำงานดิ้นรนหาเงินเลี้ยงลูกไม่ค่อยมีเวลา ล่าสุดลูกได้หายออกจากบ้านไป ต่อมาวันศุกร์ที่ 16 ต.ค. ทางโรงเรียนได้แจ้งมายังมูลนิธิปวีณาฯ ว่าเด็กคนดังกล่าวได้ไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นเรื่องเศร้าสลดอย่างยิ่ง ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ จึงได้มอบเงินช่วยเหลือค่าทำศพ จำนวน 5,000 บาท และแสดงความเสียใจกับครอบครัว ขณะที่ทางโรงเรียนได้ช่วยเหลือเงินสมทบอีก 10,000 บาท หลังเกิดเหตุดังกล่าวทางโรงเรียนได้ประสานกับมูลนิธิปวีณาฯ ด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเด็กนักเรียนในโรงเรียนขณะนี้มีประมาณ 30 คน ที่มีอัตราความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า

วันจันทร์ที่ 19 ต.ค.63 เวลา 15.00 น. ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้เชิญ ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน สพฐ. ตัวแทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี และผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต เข้าร่วมประชุมหามาตรการช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูง มูลนิธิปวีณาฯ จึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการหามาตรการป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่ครอบครัวมีปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อทำรายงานเสนอไปยัง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า ขณะนี้เด็กนักเรียนมีความเสี่ยงซึมเศร้าสูง เนื่องจากขาดความอบอุ่นในครอบครัว ความยากจน ครอบครัวแตกแยก ซึ่งโรงเรียนจำเป็นที่จะต้องเป็นเกราะคุ้มครองให้เด็กได้พึ่งพิง จึงขอเสนอให้โรงเรียนได้มีนักจิตวิทยาเพิ่มมากขึ้น และมีสหวิชาชีพร่วมฟื้นฟูสภาพจิตเด็กในแต่ละโรงเรียนให้ลงพื้นที่แต่ละจังหวัดให้ครอบคลุมเพื่อให้เด็กได้มีสภาพจิตที่ดีพร้อมคืนสู่สังคมอย่างปกติได้ เพราะในเมื่อครอบครัวอ่อนแอโรงเรียนจึงจำเป็นต้องเป็นเสาหลักให้กับนักเรียนทุกคน

และในวันนี้นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้นัด นายสุรพจน์ สุขขะ อายุ 31 ปี นางสาวรุ่งทิพย์ ทองพูน อายุ 31 ปี สองสามีภรรยา พ่อแม่ของ “น้องครีม” เด็กหญิง อริสรา สุขขะ อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเคยร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ เนื่องจากพ่อแม่กับญาติสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตอาจเกิดจากการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ และสงสัยก่อนการฉีดวัคซีนทำไมไม่ได้รับแจ้งหรือได้รับหนังสือแจ้งจากทางโรงเรียนมาก่อน เพื่อเข้าประชุมร่วมกับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ และดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน สพฐ.และผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอให้พิจารณาเรื่องการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหากับเด็กคนอื่นๆ เหมือนกับลูกของตัวเอง

ในการประชุมครั้งนี้ทาง ผอ.โรงเรียนที่เด็กฆ่าตัวตายได้นำรายชื่อของเด็กกลุ่มเสี่ยงมามอบให้นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ และที่ประชุม จากสถิติเด็กทั้งหมดในโรงเรียนมีกลุ่มเสี่ยงประมาณ 100 คน และที่น่าหนักใจที่สุดคือกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้าและจะฆ่าตัวตายอีกประมาณ 60 คน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่มีปัญหาจากครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้าง บางรายพยายามทำร้ายตัวเองโดยการกรีดแขน และพยายามกินยาฆ่าตัวตาย บางรายก็ซึมเศร้าบางครั้งพูดคนเดียว บางคนเครียดระงับอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งทางโรงเรียนหนักใจมาก เนื่องจากเวลาที่เด็กมีปัญหาจะปรึกษานักจิตวิทยามากกว่าครู แต่ด้วยนักจิตวิทยาของโรงเรียนที่มีอยู่ 1 คนนั้นได้ลาออกไปและยังไม่มีคนมาแทน

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ จึงได้ฝาก ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน สพฐ. นำปัญหาดังกล่าวไปเสนอเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนนำเรื่องเสนอไปถึง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เร่งจัดทำงบประมาณในปีหน้าในการเพิ่มนักจิตวิทยาและทีมสหวิชาชีพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ของเขตการศึกษาจากเดิมที่มี 1 คน น่าจะเพิ่มเป็น 5-10 คน ตามจำนวนโรงเรียนของแต่ละพื้นที่ และควรจะเพิ่มนักจิตวิทยาเป็นโรงเรียนละ 2 คน เพราะปัญหาครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งเคสวันนี้เป็นเพียงเคสตัวอย่างเดียวที่มาประชุมเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น จะชี้ให้เห็นชัดเจนว่าถ้าครอบครัวอ่อนแอเด็กก็จะมีปัญหาหลายลักษณะ 1.โรคซึมเศร้า 2.ปัญหายาเสพติด 3.มั่วสุมเดินทางผิด ฉะนั้นโรงเรียนต้องเป็นเสาหลักของนักเรียน จึงขอให้เร่งแก้ไขตรงนี้

โดย ดร.ชนะ ได้รับเรื่องและจะนำเสนอเพื่อปรับปรุงอย่างเร่งด่วน พร้อมกับขอบคุณมูลนิธิปวีณาฯ ขอบคุณครอบครัวเด็กที่กล้ามาให้ข้อมูล และะขอบคุณโรงเรียนกล้าที่จะเปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้จะรับเรื่องไปเสนอเพื่อแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าและประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการแก้ปัญหาและหาแนวทางป้องกันต่อไป.

#มูลนิธิปวีณา #ร่วมช่วยเหลือสังคมกับปวีณา #1แชร์ช่วยสังคมได้ #ทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *