พลเมืองดีร้อง “ปวีณา” ช่วยเด็กชาย 1 ขวบเศษ ถูกพ่อแม่ทุบตีรุนแรงกักขังในห้องเช่า บังคับให้กินข้าวกับน้ำพริก เพราะเชื่อเกิดมาทำครอบครัวย่ำแย่!!

วันอังคารที่ 24 ธ.ค.62 พลเมืองดีเดินทางมาที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งว่า พบเด็กชายวัย 1 ขวบ 4 เดือน ซึ่งอาศัยอยู่กับพ่อแม่ชาวเมียนมา ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในอ.เมือง จ.นครปฐม โดยเด็กชายคนดังกล่าวจะถูกพ่อแม่ทุบตีอย่างรุนแรง บังคับให้กินข้าวกับน้ำพริก และถูกขังอยู่ในบ้านเป็นประจำซึ่งเป็นที่น่าเวทนาของผู้ที่พบเห็น แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ และรู้มาว่าแม่เด็กไม่ค่อยรักลูกคนนี้เพราะเชื่อว่าตั้งแต่เกิดมาทำครอบครัวย่ำแย่ลง ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือด้วย

หลังรับเรื่องนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ขอบคุณพลเมืองดีที่เข้ามาแจ้งข้อมูลเด็กถูกทำร้ายให้กับทางมูลนิธิปวีณาฯ ก่อนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาพลเมืองดีไปพบพ.ต.อ.ไพบูลย์ แพรสีนวล ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เพื่อให้ข้อมูล โดยนางปวีณาได้ประสาน พ.ต.อ.ไพบูลย์ และนางสาวชนานันท์ วุฒิทวี หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครปฐม ให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ นครปฐม ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและช่วยเหลือเด็กทันที

จากการตรวจสอบที่ห้องเช่าดังกล่าวพบเด็กชายวัย 1 ขวบ 4 เดือน อยู่กับพ่อแม่ชาวเมียนมา สภาพเด็กมีร่องรอยเขียวช้ำตามตัว ปากบวม และเป็นแผลที่ขา โดยเด็กบอกว่าตามตัวที่เป็นรอยเพราะถูกแม่ตี และจากการสอบถามแม่เด็ก เล่าว่า ตนกับสามีมีลูกด้วยกัน 2 คน เป็นเด็กชายทั้งคู่ คนโตอายุ 6 ขวบ ส่วนคนที่ถูกตีเป็นคนเล็ก ซึ่งตนก็รักลูกทั้งสองเหมือนๆกัน และขณะนี้ตนก็ยังตั้งท้อง 5 เดือน ตนกับ
สามีทำงานเป็นลูกจ้างร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้ใบอนุญาตทำงานของสามีหมดอายุ ตนจึงต้องทำงานอยู่คนเดียว ยอมรับว่าที่ผ่านมาใช้ไม้แขวนเสื้อตีลูกเพราะลูกดื้อ บางครั้งไม่ยอมกินข้าว ขับถ่ายไม่รู้เรื่อง ส่วนแผลที่ขาเป็นเพราะถูกท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ และที่ปากปวมเจ่อเพราะหกล้ม ตนอาจจะทำรุนแรงไปบ้างเพราะคนท้องจะมีอารมณ์หงุดหงิด และเหนื่อยที่ต้องทำงานคนเดียว ส่วนสามีไม่ได้ตีลูกมีแต่คอยจะห้ามปรามทุกครั้ง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพ่อแม่ชาวเมียนมามาสอบสวนเบื้องต้นที่สภ.เมืองนครปฐม และทำใบส่งตัวเด็กชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ นครปฐม รับตัวเด็กชายเข้ารับการคุ้มครองอยู่ในความดูแลระหว่างนี้ ซึ่งหลังจากสอบปากคำพยานและได้ผลตรวจร่างกายจากทางโรงพยาบาลแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป