ผู้รับเหมาสาวร้อง “ปวีณา” ช่วยตามหา “น้องที” ลูกชายวัย 9 ขวบ หลังเจอเด็กชายเพื่อนเก่าวัย 10 กว่าขวบ ที่หนีออกจากบ้านไปเกือบปี หวนกลับมาหาพร้อมกับชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ ทั้งหมดคุยเล่นกันไม่นานก่อนพากันหายตัวไปไร้ร่องรอย หวั่นเป็นแก๊งมิจฉาชีพ หลอกลูกไปเดินทางผิดเสียอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 28 ก.พ 62 เวลา 13.30 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสาน พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว .นนทบุรี เพื่อขอให้ช่วยติดตาม “น้องที” และนางปวีณา ได้พา น.ส.วราภรณ์ ไปพบ พล.ต.ต.ไพศาล ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าในการติดตามหาตัว “น้องที” เพื่อให้ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวโดยเร็ว
นางปวีณาฯ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงน้องทีอย่างมาก ขอให้ประชาชนที่พบเห็นช่วยแจ้งเบาะแสของ “น้องที” มาที่สน.บางบัวทอง หมายเลข 02-194-1052 หรือที่ พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย ผกก.สภ.บางบัวทอง หมายเลข 081-333-8843 หรือแจ้งมาที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หมายเลข 081-814-0244, 098-478-8991, 062-560-1636 หรือ ทางเพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ตลอด 24 ชั่วโมง


สืบเนื่องจาก วันพุธที่ 27 ก.พ. น.ส.วราภรณ์ ภูแข่งหมอก อายุ 30 ปี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 19/8 หมู่ 7 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งว่า ด.ช.ศุภชัยดิ์ ศรีรักษา หรือ น้องที ลูกชาย อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้นป.3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้หายตัวไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยสงสัยว่ามีเด็กชายวัย 10 กว่าขวบที่เคยรู้จักซึ่งมากับชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์รูปชักชวนไป เกรงว่าจะเป็นแก๊งหลอกเด็กพาลูกไปในทางที่ผิด หลังเกิดเหตุตนได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.บางบัวทอง แล้วเมื่อวันอังคารที่ 26 ก.พ.62 แต่เกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า จึงอยากขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยติดตามลูกชายให้ด้วย

น.ส.วราภรณ์ กล่าวว่า ตนเองมีลูก 2 คน โดยน้องทีเป็นคนเล็ก ปกติน้องทีจะเป็นเด็กร่าเริง วันเกิดเหตุเป็นวันหยุดน้องทีก็ออกไปวิ่งเล่น แถวบ้านตามปกติโดยเอาโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วย ส่วนตนก็อยู่ที่บ้าน ทุกครั้งเวลาลูกหิวก็จะต้องกลับมาทานข้าวกลางวัน วันนั้นไม่ เห็นลูกเข้ามาทานข้าวแต่ก็ไม่ได้เอะใจ กระทั่งจนเย็นแล้วยังไม่เห็นลูกกลับมาจึงได้ออกตามหาแต่ไม่พบตัว ไปดูตามบ้านเพื่อนก็ไม่มี ใครรู้ว่าน้องทีไปไหน ตนพยายามโทรหาลูกหลายครั้งแต่ก็ถูกตัดสายทิ้ง ต่อมาก็ติดต่อไม่ได้แล้วเหมือนจะปิดเครื่องไปหรือไม่ก็ แบตเตอรี่หมด ซึ่งพี่ชายของน้องทีเองก็เห็นน้องครั้งสุดท้ายตอนออกจากบ้านไปยืนคุยกับเด็กอีกคนและชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์อยู่ ที่บริเวณปากซอยบ้าน หลังจากนั้นก็แยกไปเตะฟุตบอลโดยไม่ได้เอะใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับน้องเลย ตนยืนยันว่าที่บ้านไม่ได้มีปัญหา อะไร ทุกครั้งที่ลูกออกไปเล่นก็จะกลับบ้านมาทุกครั้งไม่เคยไปค้างที่ไหน “จนเช้าอีกวันตนได้ไปเจอกับคนขายลอตเตอรี่ที่ตั้งแผงขายอยู่หลังซอย รร.เจริญรัตน์ เขาได้เล่าว่า วันนั้นเห็นน้องทีคุยเล่นอยู่กับเด็ก ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 10 กว่าขวบ ที่มากับชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์หนุ่มรูปหนึ่งไม่นาน จากนั้นทั้ง 3 คน ได้พากันเดินออกไปถนนใหญ่ก่อนจะพากันหายตัวไป ทั้งนี้มีคนสอบถามกับชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ว่ามาจากไหน ก็ได้รับคำตอบว่ามาจาก จ.สุพรรณบุรี ส่วนเด็กชาย 10 กว่าขวบนั้น เคยอาศัยอยู่ย่านนี้และเป็นเพื่อนกับน้องทีมาก่อน แต่ตอนหลังได้หนีออกจากบ้านไปและไม่มีใครเห็นอีกเลย กระทั่งมาเกิดเรื่องดังกล่าวตนได้ไปสอบถามกับพ่อแม่เด็ก 10 กว่าขวบ ก็ให้คำตอบว่าไม่รู้เรื่องเพราะลูกชายหายไปเกือบปีแล้วและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ตนเป็นห่วงลูกมากกลัวจะเป็นแก๊งมิฉาชีพมาหลอกและพาไปในทางที่ผิดเสียอนาคต และช่วงนี้ทางโรงเรียนก็ใกล้จะสอบแล้ว” น.ส.วราภรณ์ กล่าว

จากการตรวจสอบทราบว่าเด็กชายอายุ 10 กว่าขวบที่มาชักชวน “น้องที” ไปด้วยนั้นชื่อ เด็กชายแตงโม (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ลักษณะโกนหัวโล้น เคยอาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน แต่ได้หนีหายออกจากบ้านไปประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งแม่กับพ่อเลี้ยงเคยตามกลับมาบ้านแต่ก็หนีออกไปอีก โดยคาดว่าไปอยู่กับชายที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์ ทราบชื่อภายหลัง นายแบงก์ (นามสมมติ) อายุประมาณ 30 ปี
ทั้งนี้จากการสอบถามผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ขณะที่ น้องที เด็กชายแตงโม และพระสงฆ์คุยกันก่อนจะหายตัวไปนั้น ยืนยันว่าเด็กชายแตงโมสวมเสื้อผ้าเหมือนเด็กปกติทั่วไปและศีรษะโล้น แต่หลังจากตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ห่างออกไปเห็นเด็กชายแตงโมสวมจีวรเป็นเณรเดินคู่กับพระและมีน้องทีเดินตามไป จึงตั้งข้อสงสัยว่าพระสงฆ์ หรือนายแบงก์อาจจะเป็นแก็งหลอกนำเด็กชายปลอมเป็นเณรพาออกเรี่ยไรเงินก็เป็นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนติดตามตัวคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน