“ปวีณา” ลงพื้นที่ชุมชนกีบหมูช่วยเด็กหญิง 9 ขวบ หลังพลเมืองดีแจ้งขอความช่วยเหลือ พบพ่อแม่ชาวจ.สุรินทร์ พาลูกสาวมาเร่ร่อนกินนอนข้างถนน หวั่นเด็กเป็นอันตราย

วันอังคารที่ 19 พ.ย.62 พลเมืองดีแจ้งมายังมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีว่า พบเด็กหญิงอายุประมาณ 8-9 ขวบ นอนอยู่ข้างถนนกับพ่อแม่ใช้ชีวิตกินนอนอยู่บริเวณซอยกีบหมู รามอินทรา 117 แขวง-เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ มาเป็นเดือนแล้ว เวลาจะอุจจาระ หรือปัสสาวะก็จะเข้าไปในพงหญ้าที่ลับตาคน โดยเด็กบางวันก็ไปเรียนหนังสือ บางวันก็ไม่ได้ไป ซึ่งย่านนั้นมีคนเร่ร่อนจรจัดจำนวนมากและเป็นชุมชนเกรงว่าเด็กหญิงจะเป็นอันตรายขอมูลนิธิปวีณาฯ ให้การช่วยเหลือเด็กด้วย

หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมกับพลเมืองดีที่แจ้งเรื่อง พบเด็กหญิงเอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 9 ขวบ อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวกับพ่อแม่ ทั้ง 3 คน เนื้อตัวมอมแมม สภาพแวดล้อมสกปรกริมถนนมีกระเป๋าเสื้อผ้าและถุงอาหารวางอยู่ สอบถามเบื้องต้นพ่อแม่เด็กอ้างว่าเดินทางมาจากจ.สุรินทร์ เพื่อตามหาลูกชายคนเล็กที่ย่านำมาเลี้ยงดูอยู่แถวมีนบุรี แต่ย่าไม่ยอมให้ลูกตนมาอยู่ด้วย

จากนั้นนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้รับตัวพ่อแม่ลูกทั้ง 3 คน มาที่มูลนิธิปวีณาฯ พร้อมประสาน นางสาวดรุณี มนัสวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่งเจ้าหน้าที่และนักสังคมสงเคราะห์มาร่วมซักถามตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้การช่วยเหลือ

เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ประสานข้อมูลกับทางบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ก็พบว่า พ่อแม่คู่นี้เคยขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่มาก่อนแล้ว เนื่องจากมีฐานะยากจน และฝ่ายสามีไม่ทำงานชอบดื่มสุรา พิการที่เท้าขวาเพราะถูกตัดข้อเท้าออกหลังประสบอุบัติเหตุ แต่ยังเดินได้อยู่ ส่วนภรรยาก็เก็บของเก่าขาย ทั้งสองคนมีพฤติกรรมชอบนำลูกมาเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นที่ ตั้งแต่ต้นปี 62 ทั้งคู่พาลูกสาวเดินทางมาจากจ.สุรินทร์ เข้ากรุงเทพฯ และไปอยู่ตามที่ต่างๆ ส่วนที่อ้างว่ามาตามลูกชายคนเล็กที่อยู่กับย่าย่านมีนบุรีนั้น เบื้องต้นทราบว่าย่าไม่ต้องการให้หลานไปตกระกำลำบากจึงไม่ยอมให้ไปกับพ่อแม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กหญิง 9 ขวบเองก็อาศัยอยู่กับย่า แต่ทางพ่อแม่ได้ไปหลอกล่อให้เด็กออกมาอยู่ข้างนอกด้วยและพาเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ถึงแม้ผู้เป็นแม่จะให้เด็กเข้าโรงเรียน แต่ทุกวันก็แทบจะไม่ได้ไปเรียนหนังสือเพราะต้องช่วยแม่เก็บของเก่าขาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านย่าเพื่อสอบถามรายละเอียดข้อเท็จจริงอีกครั้ง

หลังทราบข้อเท็จจริง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เป็นห่วงสวัสดิภาพของเด็กหญิงอย่างยิ่ง และทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เห็นว่าหากเด็กหญิงต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปอาจจะเป็นอันตรายจึงรับตัวเข้าอยู่ในความคุ้มครอง โดยให้เข้าพักอาศัยที่บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานครเพื่อจะได้เรียนหนังสือต่อ โดยพ่อแม่เด็กก็ยินยอมก่อนจะพากันไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งพ่อแม่สามารถไปเยี่ยมลูกได้ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ นางปวีณา ได้แนะนำให้สองสามีภรรยากลับไปยังภูมิลำเนาที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเป็นค่าเดินทางจำนวน 2,000 บาท และจะประสานบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อแนะนำอาชีพให้สามารถทำงานเลี้ยงดูตัวเองและลูกได้ ก่อนจะประเมินความพร้อมในการรับลูกกลับไปดูแลในอนาคต

ต่อมาเจ้าหน้าที่และนักสังคมสงเคราะห์จากศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้เดินทางไปที่บ้านย่าของเด็ก ย่านมีนบุรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยผู้เป็นย่า เล่าทั้งน้ำตาว่า ลูกชายของตนวันๆ เอาแต่ดื่มเหล้าไม่ทำงานทำการ มักจะพาลูกเมียเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ก่อนหน้านี้ตนนำหลานทั้ง 2 คน มาเลี้ยงดูส่งเรียนหนังสือ แต่ลูกชายกับลูกสะไภ้ก็พยายามจะมาหลอกล่อลูกกลับไปเร่ร่อนด้วย ซึ่งหลานสาวก็แอบไปหาพ่อแม่จนได้ ส่วนหลานชายคนเล็กขณะนี้ยังอยู่กับตน ที่ผ่านมาตนไม่เคยคิดที่จะกีดกันพ่อแม่ลูก คิดเพียงว่าอยากให้หลาน 2 คนมีอนาคต หากต้องไปเร่ร่อนใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนเมื่อมีอันตรายขึ้นจะทำอย่างไร หากเป็นไปได้ขอกราบวิงวอนเจ้าหน้าที่ตนอยากรับหลานสาวกลับมาดูแลจะได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายไปว่า ตอนนี้เด็กหญิง 9 ขวบ ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูสภาพจิตใจโดยย่าสามารถไปเยี่ยมได้ตลอดเวลา ซึ่งย่าของเด็กก็เข้าใจขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่และขอบคุณที่ให้การดูแลคุ้มครองหลานสาว 9 ขวบ

หลังจากนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะประสานและติดตามความคืบหน้าในการช่วยเหลือเด็กหญิง 9 ขวบกับทางบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร และพ่อแม่เด็กที่เดินทางกลับไปภูมิลำเนาจังหวัดสุรินทร์กับทางบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์อย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าทุกคนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาอยู่พร้อมหน้าเป็นครอบครัวอีกครั้ง