สาว 21 เมืองสุพรรณฯ ร้อง “ปวีณา” ถูกพ่อแม่ล่ามโซ่กักขัง ไม่ให้ไปทำงานกรุงเทพฯ และเตรียมให้แต่งงานกับชายในหมู่บ้านเดียวกันทั้งที่ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ หลังช่วยเหลือสำเร็จ ฝ่ายพ่อแม่ยอมรับทำไปเพราะรักลูก ไม่อยากให้ไปไกลหวั่นถูกหลอกเป็นอันตราย

     เมื่อวันอังคารที่ 27 มี.ค.61 นางสาวโบว์ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี ร้องทุกข์มาทางสายด่วน 1134 มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีแจ้งว่า ขณะนี้ตนเองถูกพ่อแม่จับล่ามโซ่กักขังอยู่ภายในบ้านพัก ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ต้องการความช่วยเหลือด่วน โดย นางสาวโบว์ เล่าว่า ไม่นานมานี้ตนไปทำงานที่กรุงเทพฯ อาศัยอยู่กับเพื่อนเพราะยังไม่มีค่าเช่าห้อง ต่อมาได้โทรศัพท์กลับมาหาพ่อแม่เพื่อจะขอเงินจะไปเช่าห้องอยู่ แต่พ่อแม่ไม่ยอมโอนเงินไปให้ หลอกตนให้กลับมาเอาเงินที่บ้านแล้วจับใส่โซ่ที่ข้อเท้ากักขังให้อยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากพ่อแม่ไม่อยากให้ตนไปทำงานที่อื่น และต้องการให้ตนแต่งงานกับผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกันที่หาไว้ให้ แต่ตนไม่ได้ชอบพอจึงต้องการออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือให้เป็นอิสระด้วย

     หลังรับเรื่องนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสาน นางชื่นจิตร คุปต์กาญจนากุล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรี ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและให้การช่วยเหลือนางสาวโบว์ โดย นางชื่นจิตร คุปต์กาญจนากุล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายให้นายวีรยุทธ แดงอรุณ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและสอบข้อเท็จจริง พร้อมนายเพทัย แตงโสภา ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหญ้าไซ

     เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบ้านของนางสาวโบว์ ได้เจรจาให้พ่อและแม่ปล่อยนางสาวโบว์ออกจากการพันธนาการก่อนมานั่งพูดคุยปรับความเข้าใจกันในครอบครัว จากการพูดคุยสอบถามพ่อแม่ของนางสาวโบว์ ซึ่งมีอาชีพทำนาและรับจ้างทำสวน บอกว่า ที่ต้องใช้โซ่ล่ามลูกสาวไว้เพราะไม่อยากให้ออกไปไหนกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน กลัวว่าลูกสาวจะถูกหลอกและเป็นอันตรายถึงชีวิต ที่ทำไปเพราะความเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้พ่อแม่ของนางสาวโบว์ได้รับทราบว่าตามกฎหมายพ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ที่จะล่ามโซ่กักขังหรือใช้ความรุนแรงกับลูกได้ และจากการสอบถามนางสาวโบว์ แจ้งว่าอยากออกไปหางานทำใช้ชีวิตข้างนอก และต้องการไปอยู่กับเพื่อน ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่า พ่อและแม่ได้ยินยอมให้นางสาวโบว์ ออกจากบ้านไปตามต้องการได้ โดยมีข้อตกลงว่าห้ามไปสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวและต้องกลับมาบ้านหาพ่อแม่ทุกอาทิตย์

     ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความไม่เข้าใจในครอบครัว บางครั้งต้องอาศัยหน่วยงานรัฐ นักจิตวิทยา เป็นคนกลางเข้าช่วยเหลือไกล่เกลี่ยหาทางออกให้ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณนางชื่นจิตร คุปต์กาญจนากุล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว