ผู้ปกครอง ร้องปวีณา ขอความเป็นธรรม บุตรสาว อายุ 11 ปี นักเรียน ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน กทม. ครูให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งรอบสนาม 4 รอบ จนบุตรสาวเป็นลม เวลาประมาณ 11.00 น. และเสียชีวิตในช่วงเย็น วันที่ 23 ม.ค 61

     วันอังคารที่ 5 ก.พ 2561 นายณัฐพล วัชรมณเฑียร บิดา ด.ญ.ภัทราพร อายุ 11 ปี นักเรียนโรงแรงแห่งหนึ่งใน กทม. ชั้น ป.5 เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา หงสกุล ประธาน มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ตั้งอยู่เลขที่ 84/14 หมู่ 2 ถ.รังสิต-นครนายก (คลอง7) ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขอความเป็นธรรมให้กับบุตรสาวว่าในวันที่ 23 ม.ค 61 ขณะที่เรียนวิชาพละศึกษา โดยครูให้บุตรสาวและนักเรียนทั้งห้องวิ่งรอบสนาม จำนวน 4 รอบ จนเวลาประมาณ 11.00 น. บุตรสาวเป็นลมล้มลงกับพื้น เพื่อนๆนำส่ง ห้องพยาบาลโรงเรียน ภายหลังได้เสียชีวิต

     สืบเนื่องเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2561 ด.ญ.ภัทราพร อายุ 11 ปี บุตรสาว เป็นนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน กทม. ชั้น ป.5 และในวันดังกล่าวบุตรสาวได้เข้าเรียนตามปกติ ซึ่งในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. บุตรสาวเข้าเรียนในคาบที่4 ซึ่งเป็นวิชาพละศึกษา โดยนักเรียนทุกได้ลงไปเรียนในวิชาดังกล่าวบริเวณสนามของโรงเรียน ขณะที่ที่ครูกำลังสอน มีนักเรียนชายเล่นกันในเวลาเรียน ครูประจำวิชาจึงได้ลงโทษนักเรียนทุกคน โดยการสั่งให้ไปวิ่งรอบสนาม จำนวน 4 รอบ ส่วนบุตรสาววิ่งแล้วล้มลงกับพื้นสนาม เพื่อนๆเห็นจึงได้นำตัวส่งห้องพยาบาลของโรงเรียน ซึ่งมีอาสาพยาบาลปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยการเช็ดตัวให้ และบุตรสาวพอรู้สึกตัวอยู่บ้าง และพยายามที่จะเดินมากดน้ำดื่ม แต่ก็ได้ล้มลงอีก จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.45 น. ทางโรงเรียนได้โทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งตนว่าให้มารับตัวบุตรสาวกลับ เนื่องจากไม่สบาย ตัวร้อนมาก ต่อมาเวลา 15.30 น ตน และ ยาย ได้เดินทางไปรับตัวบุตรสาวที่ห้องพยาบาล บิดา สังเกตเห็นว่าบุตรสาวมีอาการนอนตัวสั่น หายใจแรง ไม่ลืมตา และบุตรสาวบอกว่าในตัวรู้สึกร้อนมาก และอาสาพยาบาลก็ได้บอกอีกว่า เด็กขอน้ำดื่มอยู่ตลอดเวลา ผู้ปกครองเห็นว่าอาการแย่แล้วจึงรีบอุ้มบุตรสาวออกจากห้องพยาบาลและนำส่ง โรงพยาบาลตากสิน ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลบุตรสาวมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และเริ่มพูดคุยไม่รู้เรื่องร่างกายมีอาการเกร็ง จากนั้นก็หมดสติไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน หมอแจ้งว่าบุตรสาวได้เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลและพยายามปั้มหัวใจช่วยชีวิตแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ จากนั้นผู้ปกครอง จึงได้เข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อขอนำศพบุตรสาว ส่งซันสูตรที่สถานบันนิติเวช รพ.ศิริราช แล้ว ซึ่งจะต้องรอผลซันสูตรอีก 45 วัน และหลังจากที่บุตรสาวเสียชีวิตทางพยาบาลอาสาได้โทรศัพท์ติดต่อมาสอบถามกับ ยาย บุตรสาวว่า เด็กเป็นอย่างไรบ้าง ยาย จึงแจ้งว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว และก็ไม่มีใครติดต่อมาอีกเลย เช้าวันรุ่งขึ้นที่ 24 ม.ค ผู้ปกครอง จึงได้เข้าไปติดต่อกับทางโรงเรียน และพบผู้อำนวยการโรงเรียน จึงได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่า ผู้อำนวยการ แจ้งว่ายังไม่ทราบเรื่องและยังไม่ได้รับรายงานใดๆ พึ่งจะทราบรายละเอียดที่ผู้ปกครองแจ้ง ณ ขณะนั้น โดยจะขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นผู้อำนวยและคณะครูได้มาร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพบุตรสาวในคืนที่ 3 พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือทางครอบครัวจำนวนหนึ่ง เพียงเท่านั้น จนปัจจุบันยังนี้ทางครอบครัวยังไม่ทราบว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นและการเสียชีวิตของบุตรสาว และสิ่งที่ผู้ปกครองข้องใจ คือ (1. ) บุตรสาวเป็นลมตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น.ถึง เวลา 14.45 น. ทำไมทางโรงเรียนถึงไม่แจ้งผู้ปกครองทราบ หรือนำตัวบุตรสาวส่ง โรงพยาบาล บุตรสาวอาจจะไม่เสียชีวิต (2.) ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครู ไม่ได้เข้ามาดูแลบุตรสาวเลย ช่วงเด็กป่วย

     ภายหลังรับแจ้ง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสาน พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมต่อไป

     ต่อมาวันอังคารที่ 6 ก.พ 61 เวลา 11.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พานายณัฐพล วัชรมณเฑียร บิดา ด.ญ.ภัทราพร อายุ 11 ปี พร้อมกับมารดาและญาติ ไปพบกับ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่สน.ทุ่งครุ เพื่อขอความเป็นธรรมและช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งประชุมหาเรื่องในการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวด.ญ.ภัทราพร ก่อนที่ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ และพล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะลงพื้นที่ภายในโรงเรียนที่ด.ญ.ภัทราพร เรียนอยู่เพื่อชี้ที่เกิดเหตุ โดยพล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย