แม่นั่งรถไฟเดินทางจาก จ.สตูล ร้อง “ปวีณา” หลังแยกทางสามี ลูกสาวอยู่กับพ่อแท้ๆ ย่านหนองจอก ถูกทุบตีเป็นประจำ

     เมื่อวันพุธที่ 23 ส.ค.60 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ถนนรังสิต-นครนายก คลอง 7 ธัญบุรี ปทุมธานี นางแหม่ม (นามสมมติ) อายุ 41 ปี ชาวจ.สตูล เข้าพบนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเด็กหญิงหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 11 ปี ลูกสาว ซึ่งถูกพ่อแท้ๆ ทุบตีทำร้ายเป็นประจำ และขอรับลูกสาวไปดูแลและเรียนหนังสือต่อที่ จ.สตูล

     นางแหม่ม เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนอยู่กินกับนายศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 57 ปี ย่านหนองจอก กรุงเทพฯ และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิงหนึ่ง ต่อมา 5 ปีที่แล้วได้เลิกราแยกทางกัน ตนขอเอาลูกไปอยู่ด้วยแต่นายศักดิ์ไม่ยอม ตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต้องปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยง ที่ผ่านมาตนจะติดต่อกับลูกตลอด บางครั้งก็คุยกันทางโทรศัพท์ ทางไลน์ และเฟซบุ๊ก และลูกมักจะเล่าให้ฟังว่าถูกพ่อตีอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ลูกบอกว่าถูกพ่อทำร้ายโดยการตีและเตะเข้าที่ท้อง พร้อมกับส่งรูปร่องรอยเขียวช้ำตามร่างกายมาให้ดู คนเป็นแม่เห็นลูกเจ็บก็ใจสลาย เคยแจ้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ไปช่วยแต่ก็ยังปล่อยให้เด็กอยู่อย่างนั้น ซึ่งก็ถูกตีอีกเรื่อยมา ตนไม่รู้จะพึ่งใครเพราะคงจะคุยกับพ่อเด็กไม่รู้เรื่องเหมือนที่ผ่านมา จึงได้ตัดสินใจนั่งรถไฟรอนแรมเดินทางมาจาก จ.สตูล เพื่อขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

     หลังรับเรื่องนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสานพ.ต.อ.กฤษฎางค์ จิตตรีพล ผกก.สน.ลำผักชี และนายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กกรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กหญิงหนึ่ง พร้อมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ และนางแหม่ม แม่ของเด็กหญิงหนึ่ง โดยทั้งหมดไปร่วมเดินทางไปที่บ้านพักของนายศักดิ์ ย่านหนองจอก ก่อนสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งนายศักดิ์ก็ได้ยอมรับว่าตีเด็กหญิงหนึ่งจริง แต่เป็นเพราะลูกสาวดื้อจึงต้องการสั่งสอนเท่านั้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าอาจจะเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุเพราะทุกวันนี้มีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก จะเป็นการทำผิดกฏหมาย นายศักดิ์เองจึงได้สารภาพว่าบางครั้งก็เครียดจนตีลูกหนักไปหน่อยแต่ถึงอย่างไรก็รักลูก ซึ่งหากลูกสาวต้องการไปอยู่กับนางแหม่ม ผู้เป็นแม่ ตนเองก็ไม่ว่าแต่นางแหม่มต้องสัญญาและสาบานว่าจะต้องเลี้ยงดูลูกให้ดี จากนั้นนางแหม่มก็ได้สัญญาและสาบานกับนายศักดิ์ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลำผักชี ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

     จากนั้นนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสานเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กกรุงเทพฯ ให้รับนางแหม่มกับเด็กหญิงหนึ่ง ลูกสาว เข้าพักที่บ้านพักเด็กกรุงเทพฯ ก่อน เนื่องจากเป็นเวลาค่ำแล้ว และรอรุ่งเช้าทั้งสองแม่ลูกจะพากันนั่งรถไฟเดินทางกลับ จ.สตูล ทั้งนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามให้การช่วยเหลือเรื่องเอกสารของเด็กหญิงหนึ่งในการย้ายสถานศึกษาและเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลต่อไป